2006/Jul/28

Bryce Dallas Howard ตัวจริงกับในหนังคนละเรื่องกันอีกแล้ว!

September 11, 2005 >> March 5, 2006

หลังจากที่ได้ดู The Village เธอรับบทเป็น Ivy Walker
ทำให้เชื่อได้ว่า "เป็นคนตาบอดจริงๆ ที่เชื่อมั่นในความรักที่บริสุทธิ์
ทุ่มสุดตัว แกร่งเกินชาย-หญิงที่มีสติปัญญา
และอวัยวะครบ 32 ซะอีก" ชื่นชมตัวละครตัวนี้..
ที่ Bryce Dallas Howard ถ่ายทอดออกมาได้ดีมากๆ

.

ลืม Joaquin Phoenix ไปเลย แสดงนำเหมือนกัน
แต่เหมือนจะกินแรงในตอนจบ

.

ส่วนใน Lady in the Water มีความรู้สึกว่าเธอจะสบายขึ้นมาหน่อย
ไม่ต้องรับบทหนักมากคือไม่ต้องบุกป่าฝ่าดง เดินไปเดินมาให้เหนื่อย
เพราะเรื่องนี้ถ้าไม่โดนอุ้มหรือถูกเจ้าหมาบ้า ( Scrunt ) ลากไปลากมา
หรือนั่งอยู่แต่ในห้องน้ำในห้องของผู้กำกับ ( M. Night Shyamalan ) ซะเยอะ

อิอิ.. แซวแรงไปป่าว ไม่หรอก..

เธอก็ยังคงฝีมือในการแสดงออกทั้งสายตาและท่าทาง
ได้อย่างน่าประทับใจอยู่ดี

ผิดกับ Paul Giamatti ที่เหนื่อยกว่าหลายเท่าตัว กว่าจะเข้าใจเรื่องราว
ของนิทานเรื่องนี้ได้ เล่นเอายอม แม้กระทั่งแกล้งทำตัวเป็นเด็กไร้เดียงสา
ฉากนี้ ฮามากๆ หากจำไม่ผิด เพิ่งได้รับรางวัล Oscar จากเรื่อง Cinderella Man
สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมด้วย

The Village (2004)

เกริ่นถึง Bryce Dallas Howard ซะยาวเลย ความจริงผมเป็นแฟนหนังของ
M. Night Shyamalan อยู่แล้ว Lady in the Water จึงเป็นอีกเรื่อง
ที่คงไม่พลาดแน่ๆ หลังจาก The Village ฉายในปี 2004
ก็รอ 2 ปี และไม่ได้ทำให้รู้สึกผิดหวังเหมือนในบทวิจารณ์ต่างๆ เลย
ยังไงก็อยู่ที่มุมมองคนดู คงไม่กล้าไปก้าวก่ายความคิดเห็นส่วนบุคคล

The Sixth Sense (1999)

Signs (2002)

Lady in the Water (2006)

ส่วนตัวก็ชอบครับ ความตั้งใจของ M. Night Shyamalan ก็คงไม่สูญปล่าว
เพราะเมื่อไปดูแล้ว รู้สึกเหมือนว่าเค้ากำลังเล่านิทานให้เราฟังก่อนนอนจริงๆ
แต่ไม่ได้ง่วงนะ 555+ เค้าตั้งใจให้เรื่องนี้เป็นหนังแฟนตาซี แต่ด้วยมุมมอง
ของผู้กำกับซึ่งเรารู้ๆ กันอยู่ว่า เอฟเฟ็คไม่ได้ฉูดฉาด เป็นเพียงส่วนประกอบ
theme หลักๆ คงเป็นเนื้อเรื่องมากกว่า..

เอาเป็นว่าเป็นแฟนหนังของเค้า กี่เรื่องๆ ก็คงต้องไปดู
แต่อย่าสร้างบ่อยๆ 2-3 ปี กำลังดี.. มาทีนึงจะได้หายคิดถึงไปบ้าง

.

"ไปดูหนัง อย่าคิดมาก เพราะหากคุณตั้งความหวังมาก แล้วมันน้อยกว่าที่คิดกันเอาไว้
ไม่สบายใจกันไปปล่าวๆ ใช่มั้ย.. ไปดูหนัง อย่าเครียด คุณกำลังไปผ่อนคลาย ไม่ใช่ไปจับผิด"

.

มองโลกในแง่ดีเข้าไว้!

.


นอกเรื่องนิดนึง พูดถึง Bryce Dallas Howard ก็ทำให้นึกถึง

Tilda Swinton เจ้าแม่หนังแฟนตาซีเหมือนกัน
ล่าสุดคงเป็นบทบาทแม่มดจาก Narnia
ผมชอบบทบาทใน Constantine เหมือนกัน เทห์ดี..


2006/Jul/21

เมื่อวานไปอ่านหนังสือที่ "ห้องสมุดมารวย" ตรงตลาดหลักทรัพย์
ปกติถ้าไม่ได้ตั้งใจไป คือ.. แวะไปนั่งตากแอร์หรือฆ่าเวลารอเพื่อน

( "ฆ่าเวลา" .. เวลาเขียนแล้วมันดูน่ากลัวเนอะ ไหง.. เวลาพูดมันดูธรรมดา )

ก็จะหยิบหนังสือพวกคอมพิวเตอร์, อินเทอร์เน็ต, ตกแต่งบ้าน,
ไอเดียเจ๋งๆ, สารคดีเปิดโลก, พระราชนิพนธ์ ฯลฯ

แต่ถ้าตั้งใจไปก็จะมีพวกหนังสือเรียนไปด้วย นานๆ ครั้ง -..-

ก็เลยได้หนังสือ "บ้านและสวน" มาอ่าน ผมชอบอะไรพวกนี้.. (1)

ในหนังสือได้ลงเรื่องราวของท่านพุทธทาสไว้และมีภาพๆ นึง
เป็นเหมือนแผ่นไม้ใหญ่ สีขาว เขียนด้วยลายมือท่านเอง ใจความว่า

"อย่าเป็นทุกข์ให้โง่ ทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทุกข์"

เป็นการคิดในเชิงบวก มองโลกในแง่ดี เหมือนกับที่เคยลงใน
ทำไมต้องมองโลกในแง่ดี ? บอกไว้ว่า

"ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก ..
เฉพาะคิดแค่ด้านดีๆ ก็มีเวลาไม่มาก จึงไม่ควรเสียเวลาไปคิดสิ่งที่ร้ายๆ"

.

และเมื่อ วัน ก่อน โน้น ..
ยังจำแม่ลูกคู่นึงได้ ผมนั่งรถปอ. กลับบ้าน เมื่อรถจอดที่ป้ายๆ นึง
2 แม่ลูกก็เดินขึ้นมานั่งด้านหน้าผม ลูกสาวหอมแก้มคุณแม่และหยิบขนมขึ้นมากินกัน
มันเป็นภาพที่คนอื่นดูแล้วมีความสุข เพราะมันเป็นความรักขั้นพื้นฐาน
ที่จะแสดงให้แก่กัน นอกจากเค้า 2 คนจะมีความสุข ( ซึ่งผมสังเกตุได้จากสีหน้า
ที่เค้าหันมาคุยกัน ยิ้มกว้าง หัวเราะอารมณ์ดี ) เราก็พลอยมีความสุขไปด้วย

.

ด้วยสังคมในปัจจุบัน น้อยคนนักที่จะสนใจสิ่งรอบข้าง นอกจากเรื่องของตนเอง
ทั้งๆ ที่บางคน รู้ตัวเองดีว่าชอบช่วยเหลือผู้อื่น แต่พอมาอยู่ในสังคม
ที่อะไรๆ ก็ตัวใครตัวมัน ก็เลย ยาก ที่จะทำอะไรดีๆ คืนแก่สังคมบ้าง
กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไปโดยปริยาย..

.

สวนหลวง ร.9 >>

แม้มันจะยากสำหรับบางคน แต่ขอให้เชื่อเถอะครับว่า .. หากคุณทำได้!
ความสุขก็อยู่ไม่ไกลเลย เปิดใจรับความสุข กับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวบ้าง


(1) ไม่รู้เกี่ยวกับพ่อด้วยป่าว เพราะพ่อผมทำงานในบริษัทรับสร้างบ้านแห่งนึง
ค่อนข้างคลุกคลีมานาน ชอบดูตอนพ่อนั่งเขียนแบบหรือบางครั้งติดรถไปดูหน้างาน
แต่ยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปดูรายละเอียดลึกซึ้ง พวกพิมพ์เขียว บางครั้งดูแล้วก็ยัง งงๆ
แต่ถ้าเป็นพิมพ์เขียวในหนังสือพวกบ้านและสวน จะดูเข้าใจง่ายกว่า

อ่านหนังสือเค้ามา โห.. นานเหมือนกันนะ
หนังสือเค้าคงคุณภาพและกระดาษน่าอ่านด้วยมั้ง

แต่พักหลังโฆษณาจะเยอะมาก มันก็เป็นเรื่องธรรมดา
ชอบดูรายการพวกตกแต่งภายใน ไอเดียเค้าแยะดี
อย่าง Design inc. ทาง UBC Series ดูมันเกือบทุกตอน
หากเอามาออกอากาศซ้ำ ถ้าว่างก็จะดู .. >.<


2006/Jul/06

เ ปิ ด ใ จ รั บ ค ว า ม สุ ข
รินใจ


ช่างเขียนรูปผู้หนึ่ง ซึ่งไม่ปรารถนาจะเรียกตนว่า "ศิลปิน"
เล่าให้ฟังว่า.. ครั้งหนึ่งชีวิตเคยมืดมนที่สุด ถึงขนาดลงมือฆ่าตัวตายมาแล้ว

.

วันนั้น.. เขาขึ้นไปถึงบนดาดฟ้าชั้นที่ 36
เตรียมจะกระโดดลงมา ขาข้างหนึ่งยื่นออกไปนอกระเบียงแล้ว
แต่เมื่อชะเง้อมองลงไปข้างล่าง

.

ก็เห็นคนสองคนกำลังคุยกันอยู่ตรงจุดที่เขาจะกระโดดลงมาพอดี
ตอนนั้นเองที่คำสอนของแม่ ผุดขึ้นมาในใจว่า
จะทำอะไรก็ตามอย่าให้คนอื่นเดือดร้อน เขาจึงชะงัก!
เพราะกลัวว่าถ้าโดดลงไปสองคนนั้นคงตายไปกับเขาด้วยอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่

.

ช่วงที่เขาชะงักและเปลี่ยนจุดกระโดดนั้นเอง
ก็เหลือบไปเห็นท้องฟ้าเบื้องหน้าใสสว่างกระจ่างตา
ความคิดหนึ่งวูบขึ้นมาทันทีว่า
ชีวิตก็มีด้านที่สดใสเหมือนกันไม่ใช่มืดมนไปเสียหมด

.

ฉับพลันความรู้สึกของเขาก็โปร่งเบา ความกลัดกลุ้มจางไป
ใช่แล้ว.. ชีวิตยังมีหวัง ชีวิตไม่ใช่มีแต่เรื่องทุกข์รุมเร้าใจ
แม้ในยามระทมชวนสิ้นหวัง ก็ยังมีประกายแห่ง ค ว า ม สุ ข ให้เราชื่นชมได้ทุกเวลา
เป็นแต่ว่าเราจะลืมตาหรือเปิดใจรับ ค ว า ม สุ ข เหน้านั้นหรือไม่

.

พิธีกรหญิงผู้หนึ่งเล่าว่า เธอเลิกฆ่าตัวตายเพราะขณะเดินไปที่ระเบียง
ได้เห็นลำแสงแรกของดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า
เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นของวันใหม่

.

ใช่สินะ .. โลกมิอาจมืดมิดไปตลอด ไม่นานก็ต้องสว่างไสวใหม่
ชีวิตก็เช่นกัน สามารถเริ่มใหม่ได้เสมอ ไม่มีวันอับจนหนทาง

.

จะว่าไปแล้ว ความทุกข์และ ค ว า ม สุ ข ของชีวิต
หาได้อยู่ถัดกันดังกลางคืนและกลางวันไม่
แท้ที่จริง .. ความทุกข์และ ค ว า ม สุ ข อยู่เคียงคู่กัน
ในยามทุกข์ ค ว า ม สุ ข ก็อยู่รอบตัวเราแล้ว ใช่ว่าจะตามมาภายหลัง

.

เพียงแต่ว่าเราไปฉวย เอาเรื่องร้ายมาครองใจ ค ว า ม สุ ข จึงแทรกเข้ามาไม่ได้
แต่หากเราวางเรื่องร้ายนั้นเสียหรือน้อมเอาสิ่งดีงามมาใส่ใจ
ค ว า ม สุ ข ก็ อยู่ไม่ไกลหากรู้จักมองหา

.

หญิงผู้หนึ่งอยู่ใกล้ความตายทุกขณะ แต่ในยามนั้นเธอหาได้ทุรนทุรายไม่
สิ่งเดียวที่ให้ความหวังและกำลัง ใจแก่เธอก็คือ .. ต้นไม้ต้นหนึ่ง
ซึ่งมีดอกตูมอยู่ 2 ดอกใกล้หน้าต่าง
เธอชอบคุยกับไม้ต้นนั้น และต้นไม้ก็บอกเธอวา "ฉันอยู่นี่ ฉันอยู่นี่ ฉันคือชีวิตนิรันดร์"

.

ถึงที่สุดแล้ว สุขทุกข์นั้นอยู่ที่ใจ เราจะสุขหรือทุกข์อยู่ที่ว่าใจไปจดจ่อกับอะไร
จะเปรียบไป ใจเราก็ไม่ต่างจากโทรทัศน์ร้อยช่อง
บางช่องมีแต่เรื่องสยดสยอง บางช่องชวนให้หม่นหมองเคียดแค้น ชิงชัง
แต่ก็มีบางช่องที่ดูแล้วเพลินใจมีความหวังกับชีวิต ปัญหาอยู่ตรงที่เราจะเลือกดูช่องอะไร

.

คนส่วนมากดูแต่ช่องที่ชวนให้หม่นหมอง บีบคั้นใจแต่ทั้งๆ ที่รู้สึกแย่
ก็ไม่ยอมเปลี่ยนไปดูเรื่องที่เจริญตาเจริญใจ
ไม่ต้องถึงขั้นมีพระมาเทศน์หน้าจอหรอก
แค่เรื่องสัตว์โลกผู้น่ารักหรือท่องธรรมชาติก็ช่วยได้มากแล้ว

.

เราจดจ่อกับเรื่องทุกข์รันทดมานานแล้ว ไยไม่หันเหจิตใจ
ไปรับรู้กับเรื่องงดงามชุบชูใจบ้าง ..
ไม่ต้องไปไกลถึงหมู่เกาะอ่างทองหรือดอยอินทนนท์ก็ได้

เ สี ย ง น ก ร้ อ ง ย า ม เ ช้ า

ด อ ก ห ญ้ า ที่ ชู ช่ อ จ า ก ร อ ย หิ น แ ต ก

ท า ร ก ที่ แ ย้ ม ยิ้ ม ไ ร้ เ ดี ย ง ส า

.

ความสุขเหล่านี้ .. มีให้เห็นมากมายตามรายทางมิใช่หรือ ?
ลองเปิดใจรับความสุขเหล่านี้ให้เต็มหัวใจเถิด ชีวิตเราจะเบาขึ้นมากเลย


ไม่รู้สิ อ่านเรื่องนี้ทีไร หัวใจมันพองโตดีจริงๆ ..

2-3 วันมานี้ มีแต่เรื่องเครียดๆ ของคนที่บ้าน
แน่นอนว่าอาการเหล่านั้น ส่งผลถึงเราไปด้วย

แต่ด้วยการมองโลกในแง่ดี หากเรารู้จักคว้าความสุขรอบๆ ตัว
จะมีหรือ .. ที่เจ้าความทุกข์มันจะมาทำอะไรเราได้!

ขอบคุณรูปสวยๆ จากอินเทอร์เน็ตครับ อย่างน้อยๆ ทำให้ผมชอบหน้าฝนขึ้นเป็นกองเลย