2006/Jun/25

.
John Milton ( พ.ศ. 2151-2217 ) กวีเอกชาวอังกฤษ กล่าวว่า
"จิตมนุษย์ทำให้นรกเป็นสวรรค์ ก็สามารถทำสวรรค์ให้เป็นนรกได้" 

.

เป็นการสอนให้เรารู้ว่ามนุษย์มี 2 จำพวก
พวกหนึ่งมองโลกในแง่ดี แง่บวก มองว่าทุกปัญหามีหนทางแก้ไขได้
ส่วนอีกพวกหนึ่งมองโลกแง่ลบ หมดหวัง ท้อแท้ เบื่อหน่าย คล้ายกับว่าทุกหนทางมีปัญหา

.

ท่านที่ผ่านชีวิตมาพอสมควร คงจะสังเกตุความจริงเหล่านี้ได้
และพิจารณาดูชีวิตของเราเอง เราก็คงจะบอกได้ว่าเราเป็นคนประเภทใด
หรือมีส่วนประสมของสองลักษณะเข้าด้วยกัน

.

บางช่วงก็มองโลกในแง่ดีมีความหวังมาก
แต่พอประสบความผิดหวังในบางเรื่อง ก็พาลจะท้อแท้ยอมแพ้เอาง่าย ๆ
และพาให้เริ่มมองโลกในแง่ลบไป..
จนกระทั่งมีคนเตือนสติหรืออ่านข้อคิดของคนบางคน
ที่ตกในที่นั่งลำบากกว่าเราเขายังฮึดสู้ จนพบความสำเร็จในที่สุด

มีคำกลอนของ หลวงวิจิตร วาทการ กล่าวไว้ดังนี้

เป็นการง่าย ยิ้มได้ไม่ต้องฝืน
เมือชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์
แต่คนที่ควรชม นิยมกัน
ต้องใจมั่น ยิ้มได้เมื่อภัยมา

.

คนที่จะมั่นใจ ยิ้มได้เมื่อภัยมานั้น..
ต้องฝึกหัดตัวเอง ให้คุ้นเคยกับความจริงของชีวิต .. ว่าทุกอย่างมีขึ้นมีลง ไม่เที่ยง
เราจึงไม่ควรยึดมั่นกับสภาวะใด สภาวะหนึ่ง
แต่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ตีโพยตีพาย ตีตัวไปก่อนไข้
แต่พยายามมีสติ รู้เท่าทันอยู่เสมอ ทำใจให้นิ่ง แล้วรวบรวมสติปัญญา
เพื่อแก้ปัญหาที่ประสบอยู่ให้บรรเทาเบาบางลงหรือหมดไป

มีเรื่องจริง.. ที่เกิดขึ้นในอเมริกา สมัยสงครามกลางเมือง
มีเจ้าของฟาร์มอยู่ในชนบท เลี้ยงม้าที่สวยงามไว้หลายตัว

.

วันหนึ่งม้าตัวโปรดหายไปในป่า ทั้งเจ้าของฟาร์มและบุตรชายก็รู้สึกเสียดายมาก
ออกติดตามหาก็ไม่พบ แต่ผ่านไปประมาณ 4-5 วัน
ม้าดังกล่าวก็กลับมาเอง พร้อมกับมีม้าป่าตามมาด้วยตัวหนึ่ง
ทุกคนรู้สึกดีใจว่าโชคร้ายกลับกลายเป็นดี

.

ลูกชายเจ้าของฟาร์มอยากจะลองขี่ม้าป่าที่ตามมา พยายามจะฝึก
แต่ม้าป่าก็พยศมาก จนในที่สุดลูกชายเจ้าของฟาร์มก็ตกม้าขาหัก เข้าเฝือก
และเดินกระเผกเสียความสง่างามไป
ก็รู้สึกว่าโชคดี ก็กลับเป็นโชคร้ายอีก

.

แต่ไม่นานหลังจากขาหัก..
ก็มีการเกณฑ์เอาคนหนุ่มไปเป็นทหารออกรบในสงครามกลางเมือง
แต่เนื่องจากขาหัก-พิการ จึงถูกยกเว้น
ปรากฏว่าหารที่ไปออกรบเสียชีวิตหมด
จึงรู้สึกว่าการตกม้าขาหักก็ทำให้กลายเป็นโชคดี ไม่ต้องไปรบ
ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตเช่นทหารคนอื่น ๆ

เรื่องดังกล่าวข้างต้นสอนเราให้มองทุกอย่างว่ามี 2 ด้านปนกันเสมอ
โชคดีก็มาพร้อมกับโชคร้าย และโชคร้ายก็อาจกลายเป็นโชคดีก็ได้
ดังนั้นเราจึงควรทำใจให้เป็นกลางๆ
ยอมรับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตด้วยใจเป็นกลาง

ไม่วิตกกังวลถึงอนาคต แต่ก็ไม่ประมาทและทำชีวิตวันนี้ให้ดีที่สุด
เพื่อให้วันนี้กลายเป็นวันวานที่ดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดเราก็ได้สะสมวันวานที่ดีมากขึ้น
บวกกับวันนี้ที่คิดดีทำดี มีความหวังเพิ่มขึ้นทุกวัน
ก็จะเป็นแรงพลักดันไปสู่อนาคตที่ดีมีความสุขสมหวัง อย่างแน่นอน

กล่าวนำอรัมภบทมาพอสมควร แต่ก็ยังมีคนขี้สงสัย ตั้งคำถามว่า ทำไมต้องหัดคิดในทางบวก? ซึ่งพอจะตอบได้ดังนี้

1. ชีวิตคนเราสั้นนัก

ประมาณ 70-80 ปี โดยเฉลี่ย ถ้ากรรมพันธุ์อายุยืนยาว และเรียนรู้ดูแลสุขภาพกายและจิตดี ๆ
ก็มีสิทธิที่จะอยู่ถึง 100 ปีได้ แต่ก็ด้วยความลำบากลำบนดังนั้นชีวิตที่มีอยู่ไม่ยาวนานนัก
เฉพาะคิดแค่ด้านดีๆ ก็มีเวลาไม่มาก จึงไม่ควรเสียเวลาไปคิดสิ่งที่ร้ายๆ
ทำให้เกิดความวิตกกังวลโดยไม่จำเป็น เป็นการลดคุณภาพของวันคืนที่เรามีเหลืออยู่
มีประโยคภาษาอังกฤษกล่าวสอนเราว่า..
"It's better to add life to your years than to add years to your life"

แปลทำนองว่า เพิ่มคุณภาพให้ชีวิตดีกว่าเพิ่มปริมาณหรือจำนวนปีให้ชีวิต

.

2. คุณเป็นอย่างที่คุณคิด

คุณคิดว่ามีทางเป็นไปได้ คุณก็พยายามจนพบหนทาง
แต่ถ้าเริ่มต้นก็บอกไว้ก่อนว่าเป็นไปไม่ได้ มันก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ( สำหรับคุณ )
คนจีนจึงมีคำพูดที่สอนลูกหลานว่า "ถ้าคุณเริ่มเดินไปก็เริ่มเห็นทางชัดเจนขึ้น"
สมัยก่อนเวลาไปไหนใหม่ ๆ ก็เป็นป่ารก แต่พอคุณเริ่มเดินบ่อยเข้า
ทางก็เริ่มเกิดแนวชัดเจนและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
สุภาษิตสเปนก็สอนไว้ว่า..
"If you cannot build a castle in the air, you cannot build it any where"
แปลทำนองว่า ถ้าคุณไม่กล้าคิดสร้างวิมานในอากาศก่อน คุณก็ไม่สามารถสร้างความสำเร็จที่ไหนได้เลย
หมายความว่าคุณต้องกล้า คิดกล้าฝันก่อนว่าเป็นไปได้ จึงจะเป็นไปได้ในชีวิตจริง

.

3. การคิดในทางบวก เริ่มต้นที่การเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่นและธรรมชาติ

ทำให้เห็นความดีของตนเอง ของผู้อื่นและธรรมชาติที่แวดล้อมเรา
ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทำให้สามารถชื่นชมสิ่งดีๆ
มีความสุขใจมากกว่าทุกข์ใจ มีเพื่อนมากกว่ามีศัตรู
มีสุขภาพดี มากกว่าโรคภัยไข้เจ็บ

ซึ่งปัจจุบันวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ชัดเจนขึ้นว่า
คนที่มองโลกในแง่บวกจะสุขใจและมีอายุยืนยาวกว่าการที่มองโลกในแง่ลบ
เพราะความสุขใจหรือความปิติที่เกิดขึ้นนั้นจะกระตุ้นสมองให้หลั่ง
"สารแห่งความสุข" หรือ "Endorphine " ออกมา ทำให้แก้ปวด คลายเครียด
เพิ่มภูมิต้านท่านโรคแก่ร่างกาย กินได้ นอนหลับดี สุขภาพโดยรวมก็ย่อมดีขึ้น
ตรงกันข้ามคนที่เครียดตลอดเวลา จะหลั่ง "สารแห่งความทุกข์" คือ Adrenaline ออกมามาก
ก็จะกระตุ้นให้ใจสั่น นอนไม่หลับ ท้องผูก เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย และมักจะเกิดโรคแทรก
หรือโรคจิต ประสาทขึ้นมาได้ บางคนเกิดภาวะซึมเศร้า ถึงกับฆ่าตัวตายได้

หลวงจิจิตร วาทการ จึงสอนเราในโคลงกลอนอีกตอนหนึ่งว่า

สองคนยนตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม
อีกคนตาแหลมคม เห็นดวงดาวพราวแพรว

.

4. Positive Thinking เป็นของฟรี

แทบไม่ต้องลงทุนเลย แต่สามารถนำไปเพิ่มคุณค่าแก่ชีวิตทุกๆ ด้าน
เพียงแต่เรา เราต้องเริ่มต้นและฝึกหัด จากสิ่งที่ใกล้ตัวเราในชีวิตประจำวัน
เช่นการฝึกใช้คำพูดในทางบวก และมีความเชื่อมั่นเสมอ

เช่นแทนที่จะพูดว่า "ผมจะพยายามเลิกบุหรี่ให้ได้"
เราควรพูดให้หนักแน่นว่า "ผมต้องเลิกบุหรี่ให้ได้"

ขณะเดียวกันเราต้องเลี่ยงคำพูดที่ดูถูกตนเอง
เช่น "ผมเป็นแค่คนขายของชำ จะไปช่วยสังคมได้อย่างไร"
เราอาจพูดว่า "ผมขายของชำ แต่ผมก็มีส่วนในการพัฒนาชุมชนของเรา"
เมื่อฝึกบ่อย ๆ เข้า เราก็จะเห็นโอกาส และสิ่งดี ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา ในคนข้างเคียง
และในสิ่งแวดล้อมของเรา เช่นมีคนพูดว่า "ในน้ำเน่า ยังมีเงาจันทร์"
หรือ "ศิลปินไม่หมิ่นศิลปะ กองขยะมองดี ๆ ยังมีศิลป์"
ในภาษาอังกฤษมีประโยคที่มีความหมายคล้ายกันคือ Every cloud have a silver lining.

.

5. Positive Thinking เป็นปฏิกิริยายาลูกโซ่

ที่ทำให้คนข้างเคียงเกิดการเลียนแบบ..
มีผลต่อการพัฒนาตัวเราเองและคนข้างเคียงเกิดการเลียนแบบ
และสังคมโดยรวม นอกจากนั้นยังมีผู้กล่าวว่า
ความคิดของคนเราที่คิดด้วยความเชื่อมั่นในทางบวก
เหมือนมีกระแสแม่เหล็กที่ถึงคนที่คิดในลักษณะเดียวกันให้เข้ามาหากัน
เกิดเพิ่มกลุ่มแกนที่คิดในทางบวกมาเสริมกัน ทำให้มีพลังขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดี


โ ป ร ด ติ ด ต า ม

ทำไมต้องมองโลกในแง่ดี ? (ตอนจบ)ครับ

Comment

Comment:

Tweet


Thank you for giving a very good message naka~~ I like it ka ^^
#5 by NeMo✿~ At 2006-06-26 09:49,
อื้อ ที่เค้าว่ากันว่า ถ้าได้พบเจอเรือ่งร้ายๆ ต่อไปก็อาจจะได้พบเจอเรื่องดีๆๆ ตามมา อยางงี้ก็อาจจะจริงก็ได้นะสิ...

การมองโลกในแง่ดี มันช่วยให้ใจสบายขึ้นเยอะเลย..แต่ทำยากจัง

...แต่ไม่เป็นไรทำวันละนิดอีกหน่อยก็ชิน แล้วก็คงจะมองในแง่ดีๆๆได้ทุกวัน จะพยายามดูค่ะ
#4 by ...Cheon... At 2006-06-26 09:01,
ยินดีที่ได้รู้จักคุณ Backpacker และคุณ พะยูนศรี ครับ

พยายามนำเรื่องราวดีๆ มาบอกต่อ อยากให้พวกเรามองโลกในแง่ดีกันเยอะๆ อย่างน้อยเริ่มที่ตัวเราเอง แค่นี้ก็มีความสุขกับชีวิตได้ง่ายๆ แล้ว
#3 by Positive Thinking At 2006-06-26 06:55,
เรื่องแบบนี้มีประโยชน์กๆ เลยอ่ะ
ส่วนเรา เราพยายามมองโลกในแง่ดีอยู่น่ะ
#2 by :: Improvised Heart :: At 2006-06-25 14:39,

มาอัพบ่อยๆ นะคะ ตามอ่านมาตั้งแต่วันแรกละ
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
#1 by Backpacker At 2006-06-25 11:57,